สิ่งแวดล้อมอาเซียน


ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2552 นี้ ผู้แทนจาก 192 ประเทศจะร่วมประชุมกันที่ Copenhagen นานสองสัปดาห์ เพื่อแสวงหาและกำหนดทิศทางการดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก และร่างเป็นความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมของโลกฉบับใหม่แทนพิธีสารเกียวโต หรือ Kyoto Protocol ที่จะหมดอายุลงในปี 2012/2555

แต่ก่อนที่จะถึง Copenhagen ผู้แทนรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน ตัวแทนภาคประชาสังคมจัดการประชุมใหญ่รอบสุดท้ายที่กรุงเทพฯในสัปดาห์นี้เพื่อกลั่นกรองประเด็นต่าง ๆ ให้เป็นร่างเอกสารก่อนที่จะไปกลั่นกรองชั้นท้ายสุดที่การประชุมแบบเดียวกันกับที่กรุงเทพฯ แต่ไปจัดที่กรุง Barcelona อีกครั้ง จากนั้นก็จะถือว่าได้เอกสารร่างสุดท้ายที่พร้อมนำเข้าที่ประชุมใหญ่ของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลกที่ Copenhagen ต่อไป  การประชุมที่กรุงเทพฯระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2552 นี้ จึงมีความสำคัญระดับโลกและเป็นโอกาสสำคัญของไทยและอาเซียนที่จะผลักดันแนวนโยบายของไทยและอาเซียนเข้าสู่การเป็นที่ยอมรับและปฏิบัติให้เป็นผลในระดับโลกต่อไป

สำหรับอาเซียนเองก็ได้จัดการประชุมรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านสิ่งแวดล้อมนัดพิเศษไปแล้วที่หัวหิน เมื่อวันที่ 6-7 กันยายน ที่ผ่านมา และจะจัดการประชุมอาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพประจำปี 2009 ขึ้นที่สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 21-23 ตุลาคม 2009/2553 นี้อีกด้วย

การประชุมนัดพิเศษที่หัวหินผ่านไปโดยรัฐมนตรีสุวิทย์ คุณกิตติ แห่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยในฐานะประธานที่ประชุมสรุปว่าอาเซียนไม่เห็นด้วยและจะไม่ยอมให้ประเทศที่พัฒนาแล้วฉกฉวยประโยชน์จากการพัฒนาโดยละเลยความรับผิดชอบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมโลก แล้วโยนภาระรับผิดชอบมาให้ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือพัฒนาน้อยกว่า รวมทั้งอาเซียน ด้วยทางออกง่าย ๆ เพียงการซื้อขายแลกเปลี่ยนปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ ก๊าซเรือนกระจกอื่นเช่น Chlorofluorocarbon – CFC นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้มีร่างความตกลงที่จะร่วมกันดูแลปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งความช่วยเหลือร่วมมือจากประสบการณ์ของฝ่ายไทยในเรื่องพื้นที่ป่าพรุ (Peatland) ซึ่งรัฐสมาชิกอาเซียนเห็นว่าโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริที่ป่าพรุโต๊ะแดงจังหวัดนราธิวาสเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าพรุไม่มากเท่ากับรัฐสมาชิกอื่นเช่นอินโดนีเซีย และมาเลเซีย แต่การศึกษาวิจัยของฝ่ายไทยทำมากมากกว่าและจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐสมาชิกอื่นมาก ทั้งหมดนี้จะทำเป็นร่างเอกสารที่จะได้ลงนามกัน ณ ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 15 ที่ ชะอำ-หัวหินต่อไป

สำหรับหการประชุม ASEAN Conference on Biodiversity 2009 หรือ การประชุมอาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพประจำปี 2552/2009 นั้น เป็นงานของ “ศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ”  ซึ่งปีนี้ไปจัดที่ประเทศสิงคโปร์  โดยมีแนวความคิดหลักของการประชุมว่า “Biodiversity in Focus: 2010 and Beyond” หรือ “ความหลากหลายทางชีวภาพ ปี 2010 และหลังจากนั้น”

ASEAN Centre for Biodiversity (ACB) หรือ ศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งอยู่ในจังหวัด Laguna 60 กิโลเมตรทางใต้ของกรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ตั้งขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 2005 ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ ศึกษา ประสานงานเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งในอาเซียนและในโลก คอยเฝ้าระวังภัยคุกคามสิ่งแวดล้อมอาเซียนทุกรูปแบบ

การพัฒนาอย่างยั่งยืน คือกระแสความคิดและแนวทางดำรงสังคมของมนุษย์บนโลกปัจจุบัน “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Sustainable Development” และสิ่งที่ต้องยั่งยืนถาวรตลอดไปคือทรัพยากรธรรมติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดมาอยู่คู่กับโลกมนุษย์แต่แรกเริ่ม สิ่งแวดล้อมในอาเซียนจะต้องยั่งยืนเพื่อชนชาวอาเซียนรุ่นต่อ ๆ ไป
ไม่ถูกใช้ถูกทำลายจนหมดสิ้นเพราะประชาคมที่เกิดขึ้นห่วงแต่การพัฒนาเพื่อความมั่งคั่งร่ำรวยทางเศรษฐกิจ ในแผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรม ประกาศไว้แล้วว่า อาเซียนจะบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายด้วยแนวคิดอนุรักษ์ ดิน น้ำ แร่ธาตุ พลังงาน ความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าไม้ ทรัพยากรชายฝั่งทะเล และทรัพยากรในทะเล คุณภาพอากาศทั่วภูมิภาคอาเซียน อาเซียนจะเข้าไปร่วมกับความพยายามระดับโลกทั้งหลายในการดูแลปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก สภาวะโลกร้อนขึ้น ปัญหาชั้นโอโซนเหนือโลกที่จางและบางลง ประชาคมอาเซียนจะต้องพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การดูแลแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในอาเซียนจะต้องไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน ต้องไม่กระทบหลักยุติธรรม ไม่เป็นปัญหาต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในประชาคมอาเซียนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม เสรี ยืดหยุ่น และประสิทธิภาพ การมีจุดยืนและมาตรฐานเดียวกันโดยสะท้อนความแตกต่างทางเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม และขีดความสามารถของสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศด้วย

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีปัญหาหมอกควันอันเกิดจากไฟป่า และ บางครั้งก็เป็นเถ้าธุลีจากการระเบิดของภูเขาไฟ ส่งผลให้มีการแพร่กระจายข้ามพรมแดนจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง อาเซียนมีมาตรการร่วมมือกันแก้ปัญหามลภาวะข้ามพรมแดน และวัสดุอันตราย หรือสารพิษที่อาจมีการขนย้ายข้ามพรมแดนด้วย มี ความตกลงว่าด้วยมลภาวะหมอกควันข้ามพรมแดน (ASEAN Agreement on Trans-boundary Haze Pollution) มี “ความริเริ่มอาเซียนว่าด้วยการจัดการพื้นที่ดินพรุ” (ASEAN Peatland Management Initiative – APMI)

อาเซียนคืออาณาจักรพืช และ อาณาจักรสัตว์ที่กว้างไพศาล เป็นแผ่นดิน ผืนน้ำ และ ท้องทะเลแห่งความหลากหลายของสรรพชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ10 รัฐสมาชิกอาเซียน นับขนาดพื้นที่แผ่นดินรวมกันเท่ากับ 3% ของแผ่นดินบนโลก แต่มีกลุ่มพันธุ์สิ่งมีชีวิตรวมกันทั้งหมดถึง 20% ของโลก มีปะการังใต้ทะเลรวมกันเท่ากับ 284,000 ตารางกิโลเมตร แต่ภัยกำลังคุมคามข่มขู่สภาวะแวดล้อมในอาเซียน ในบรรดา 64,800 กลุ่มพันธุ์ชีวิต หรือที่เรียกในทางชีววิทยาว่า Species ที่บันทึกได้ในภูมิภาคอาเซียนนั้น 2% หรือ 1,312 กลุ่มพันธุ์ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายต่อการสูญพันธุ์

ขณะที่โลกมีเขตพื้นที่อันตรายเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของกลุ่มพันธุ์ชีวิตรวมทั้งโลก 25 พื้นที่ 7 ใน 25 พื้นที่ อยู่ในอาเซียน และอาเซียนกำลังสูญเสียป่าธรรมชาติไปทุกวัน หากไม่ทำอะไรเป็นการหยุดกระบวนการตัดไม้ทำลายธรรมชาติในอาเซียน ในที่สุดก็จะเหลือป่าอาเซียนเพียง 1 ใน 4 ขอป่าทั้งหมดที่เคยมี และความหลากหลายทางชีวภาพก็จะหายไปอีก 42%  ยิ่งไปกว่านั้น 8% ของปะการังในอาเซียนกำลังถูกทำลาย ประชาคมอาเซียนจะไม่สดชื่นบริสุทธิ์เหมือนเมื่อครั้งกำเนิดอาเซียนในปี 1967 ที่ผ่านมาอีกต่อไป ปี 2010 คือปีเป้าหมายแห่งการเริ่มมองเห็นผลพวงของการฟื้นฟูชีวิตและคืนธรรมชาติอันบริสุทธิ์งดงามให้กับประชาคมอาเซียน ประชาคมอาเซียนจะสะอาด เขียวชอุ่ม มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ด้วยวิธีชีวิตวัฒนธรรมที่สอดคล้องกลมกลืนเข้ากับธรรมชาติแวดล้อม

ประชาชนอาเซียนมีขนบประเพณีที่เข้าใจสิ่งแวดล้อม มีค่านิยมและศีลธรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อประชาชนอาเซียนทั้งมวลได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม อาเซียนเร่งให้มีการปฏิบัติตาม แผนปฏิบัติการว่าการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมอาเซียน (ASEAN Environmental Education Action Plan – AEEAP) ในช่วงปี 2008-2012 โดยให้การศึกษาขั้นพื้นฐานในทุกประเทศอาเซียน มีเนื้อหาวิชาเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environmental Education – EE)  และ การพัฒนาโดยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน (Environmentally Sustainable Development – ESD) ให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อการสนับสนุนให้มาตรฐานการศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนา ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของทุกโรงเรียนของทุกประเทศในอาเซียน มีคุณภาพและมาตรฐานระดับชาติและเป็นมาตรฐานของอาเซียน คำว่า “โรงเรียนสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” จึงเกิดขึ้น จากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Sustainable Schools” หรืออาจจะเรียกว่า “โรงเรียนรักษ์สิ่งแวดล้อม” (Eco-Schools) หรือ “โรงเรียนสีเขียว” (Green Schools) ก็ได้

โรงเรียนสีเขียวของประชาคมอาเซียน จะมีหลักสูตรการเรียนการสอนและการปฏิบัติที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน มีวัสดุอุปกรณ์ช่วยการเรียนการสอน ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น ร่วมมือสานประโยชน์กับชุมชน ขยายต่อไปถึงการพัฒนาเมืองในอาเซียนให้เป็นเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ธุรกิจการค้าอุตสาหกรรมก็ให้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จัดการฝึกฝนอบรมทุนการศึกษา และประชุมสัมมนา เปลี่ยนประสบการณ์กันทุกระดับ สร้าง เครือข่ายอาเซียนของ “เยาวชนเพื่อสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” (ASEAN-wide “Youth for Sustainable Environment” Network) ให้จัดงาน “สัปดาห์สิ่งแวดล้อมอาเซียน” (ASEAN Environmental Week) เพื่อสร้างจิตสำนึกในหมู่สาธารณชนเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

        อาเซียนกำลังพัฒนาความตื่นตัวและตระหนักรับรู้ในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้ว

สมเกียรติ อ่อนวิมล

About these ads
เนื้อเรื่องย่อ | ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s